ของหว“นถ้วยเด’ยว กับคว“มอร่อย 2 รสช“ต‘

:::

2018 / กุมภาพันธ์

บทความ‧許容榕(Jojo Hsu) รูปภาพ‧林旻萱(Lin Min-hsuan) คำแปล‧มณฑิรา ไชยวุฒิ 


分別從泰國、印尼遠嫁而來的孫莉安、李愛珍,就像無數在台灣落地生根的東南亞移民,歷經種種生活磨難,她們從飽受歧視的外籍新娘,逐漸找回身分認同,成為台灣的「新住民」。日久他鄉變故鄉,曾經被嫌棄的家鄉味,也逐漸成為家庭餐桌上的佳餚,甚至獲得家人追捧,而大人小孩都愛吃的南洋甜點,更是她們在台灣生活多年後,苦盡甘來的最佳註解。


คุณซุนลี่อัน (孫莉安) และคุณหลี่อ้ายเจิน (李愛珍) คือคู่สมรสที่เดินทางมาไกลจากประเทศไทยและอินโดนีเซีย ซึ่งก็คล้ายกับผู้คนอีกจำนวนมากจากภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ที่อพยพมาตั้งรกรากในไต้หวัน ทุกชีวิตต้องผ่านช่วงเวลาที่ยากลำบาก พวกเธอเริ่มจากการจำยอมเมื่อถูกเลือกปฏิบัติในฐานะของคู่สมรสชาวต่างชาติ แล้วจึงค่อยๆ กลับมาฟื้นฟูความเป็นตัวเองและเอกลักษณ์ประจำชาติ จนกลายมาเป็น ìผู้ตั้งถิ่นฐานใหม่î ของไต้หวัน และเมื่อเวลาผ่านไป จากบ้านเกิดของคนอื่นก็กลายเป็นเหมือนบ้านของตัวเอง รสชาติจากบ้านเกิดที่เคยถูกทอดทิ้ง กลับกลายมาเป็นอาหารเลิศรสบนโต๊ะอาหารประจำบ้านที่ได้รับการชื่นชมจากคนในครอบครัว ทั้งผู้ใหญ่ลูกเด็กเล็กแดงล้วนชื่นชอบรสชาติขนมหวานจากเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ หลังจากใช้ชีวิตอยู่ในไต้หวันเป็นเวลานานปี พวกเธอจึงเข้าใจถึงความหมายแท้จริงของคำกล่าวที่ว่า ìลำบากก่อน สบายทีหลังî หรือ ìความอดทนเป็นสิ่งที่ขมขื่น แต่ผลของมันหวานชื่นอยู่เสมอî

 

เวลาใกล้เที่ยงของวันหยุดสุดสัปดาห์ในช่วงปลายการปิดเทอมภาคฤดูร้อน ภายในห้องเรียนที่ไม่ค่อยคึกคักของโรงเรียนประถมถงอัน (同安國小) นครเถาหยวน มีการรวมกลุ่มของบุตรหลานผู้ตั้งถิ่นฐานใหม่รุ่นที่ 2 จำนวนกว่า 40 คน เพื่อเข้าร่วมค่ายวัฒนธรรมภาษาไทย คุณซุนลี่อันวัย 47 ปี กับกลุ่มสตรีคู่สมรสทั้งคนไทยและคนไต้หวันกำลังเตรียมวัตถุดิบสำหรับทำขนมหวานให้เด็กๆ รับประทาน สิ่งที่จะทำคือสาคูฟักทองแบบไทย คุณซุนลี่อันหัวเราะและพูดว่า สาคูจริงๆ แล้วก็คือโมโมจาจา (burburchacha) เป็นขนมหวานที่ทำง่ายที่สุด และเด็กๆ ก็ชอบรับประทานที่สุดด้วย

 

เมื่อก่อนเคยถูกเหยียด

ปัจจุบันเปลี่ยนเป็นคนสอนทำอาหาร

คุณซุนลี่อันเป็นคนไทย จบการศึกษาในสายอาชีวะ และเดินทางมายังไต้หวันตั้งแต่อายุ 24 ปี เดิมทีที่เดินทางมาไต้หวันเพราะอยากเรียนต่อในระดับมหาวิทยาลัย ìฉันพกพจนานุกรมภาษาอังกฤษเล่มหนามากๆ มาด้วยî เพราะคิดว่าการพูดภาษาอังกฤษได้ก็จะทำให้ทุกอย่างราบรื่น แต่คิดไม่ถึงว่ามันจะผิดพลาดไปจากที่คาดหวังไว้ คนที่ไม่เข้าใจภาษาจีนแม้เพียงประโยคเดียวอย่างเธอ ต้องเริ่มทำงานไปด้วย และเรียนพิเศษเสริมภาษาจีนไปด้วย แล้วรู้จักกับสามีได้อย่างไร? เธอพูดเล่นๆ ว่า ìสามีตามตื๊อหนักมากî เธอยิ้มและพูดต่อว่า รู้จักกันผ่านการแนะนำจากเพื่อนของพวกเขา รู้จักกันประมาณ 1 ปีกว่าๆ เธอก็คิดว่า ìเอาเถอะ ไหนๆ เขาก็รักฉันมากขนาดนี้î แต่งงานกับเขาก็แล้วกัน และทั้งสองคนก็ได้ให้กำเนิดบุตรชายและบุตรสาว

ชีวิตแต่งงานของเธอช่างหวานชื่น แต่ตอนเริ่มต้นกลับไม่ใช่่เรื่องง่ายๆ คุณซุนลี่อันกล่าวว่า แม่สามีมักพูดจาไม่ดีกับเธอเช่น ìลูกชายเป็นลูกฉัน แต่ลูกสะใภ้น่ะไม่ใช่î ทั้งยังหวาดระแวงกลัวว่าเธอจะขโมยเงิน กลัวว่าเธอจะหลบหนี แต่เธอกลับเป็นคนมองโลกแง่ดี เธอพูดว่า ìฉันไม่รู้ว่าคนอื่นจะเศร้าเสียใจนานแค่ไหน แต่สำหรับฉันจะเศร้าแค่วันเดียว ร้องไห้ออกมาให้หมดแล้วมันก็จะผ่านไป เพียงหวังว่าพรุ่งนี้จะต้องดีกว่าî เมื่อเวลาที่ผ่านไปจะช่วยพิสูจน์ใจคน ความอดทนของคุณซุนลี่อันได้รับการตอบแทน เธอนึกย้อนกลับไป มีครั้งหนึ่งแม่สามีป่วยนอนโรงพยาบาล คิดไม่ถึงว่าท่านจะเอาสมุดบัญชีธนาคารมาให้เธอเก็บรักษา เธอจึงรู้ทันทีว่าแม่สามีได้ให้ความไว้วางใจและยอมรับในตัวเธอแล้ว

อย่างไรก็ตาม ในช่วง 10 ปีแรก คุณซุนลี่อันใช้ชีวิตอยู่ในไต้หวันด้วยความเงียบเหงา เธอฟังทุกอย่างที่คนในบ้านพูด ถ้าไม่ทำงานบ้าน ดูแลคนในครอบครัว ก็ออกไปทำงานพิเศษหาเงินที่โรงงาน ใช้ชีวิตอยู่แต่สองสถานที่นี้เท่านั้น ไม่มีชีวิตส่วนตัวและไม่ค่อยมีเพื่อนเท่าไหร่ จนเมื่อ 9 ปีก่อน เธอได้เข้ามาในสมาคมพัฒนาชุมชนลี่ซิ่น (立信社區發展協會) เขตจงลี่ นครเถาหยวน ที่ริเริ่มโดยคุณครูจ้าวเพ่ยอวี้ (趙佩玉) จากโครงการ ìหัวใจผ่องใสî (蕙質蘭心) เพื่อให้บริการผู้ตั้งถิ่นฐานใหม่ คุณซุนลี่อันจึงเริ่มเข้าร่วมกิจกรรมต่างๆ และพบปะผู้คนมากขึ้น และยังได้รับรางวัลรองชนะเลิศจากการแข่งขันสุนทรพจน์ภาษาจีน ซึ่งนั่นทำให้เธอมีความมั่นใจเพิ่มมากขึ้น คุณซุนลี่อันกล่าวว่า คุณจ้าวเพ่ยอวี้สอนเธอหลายอย่าง ìชีวิตเป็นของเรา ไม่ใช่การทุ่มเททุกอย่างให้กับครอบครัวจนสูญสิ้นความเป็นตัวเองî

เธอตระหนักดีว่า การดูแลครอบครัวอยู่ที่บ้านก็สามารถทำในสิ่งที่รักได้ ดังนั้นจึงเริ่มไปเรียนตามคลาสต่างๆ โดยเฉพาะเรื่องความสวยความงามที่เธอสนใจมากเป็นพิเศษ เธอหัวเราะแล้วพูดว่า ìฉันเพิ่งจะผ่านช่วงดื้อรั้นตอนอายุ 40 ปีî ตอนนั้นเธอไม่ฟังคำคัดค้านของคนในครอบครัวเกี่ยวกับการไปทำงานที่บริษัทเครื่องสำอาง เธอชื่นชอบบริษัทนี้มาก ìบริษัทดูแลพนักงานใหม่เป็นอย่างดี ฉันได้รับรางวัลและโบนัสมากมาย รายได้จากทำงานถือว่าไม่เลวทีเดียว จนคนในครอบครัวเริ่มหันมาสนใจในสิ่งที่ฉันทำมากขึ้นî คุณจ้าวเพ่ยอวี้ที่นั่งอยู่ด้านข้างกล่าวเสริมว่า ìเธอเคยทำยอดขายได้เป็นอันดับ 1 ของไต้หวัน เพียงแค่ทำธุรกิจกับเพื่อนคนไทยก็ทำกันไม่หวาดไม่ไหวแล้วî

เมื่อสภาพเศรษฐกิจคล่องตัวมากขึ้น ลูกๆ จึงมีสิทธิได้เรียนรู้เกี่ยวกับภาษา คุณซุนลี่อันกล่าวว่า สมัยที่ลูกยังเด็กๆ พวกเขาคิดว่าภาษาของแม่ไม่ได้มีความสำคัญอะไร แต่ไม่กี่ปีมานี้ ทัศนคติของเด็กๆ เริ่มเปลี่ยนไป เพราะว่ารัฐบาลให้การสนับสนุนโรงเรียนสอนภาษาของแม่ที่เป็นคู่สมรสต่างชาติ พวกเขาค้นพบว่าการรู้ภาษามากขึ้นอีก 1 ภาษา เป็นอีกหนึ่งข้อได้เปรียบ ยิ่งลูกชายเรียนมหาวิทยาลัยในคณะการท่องเที่ยว ยิ่งทำให้รู้ว่าภาษาของแม่มีความสำคัญมากขนาดไหน เธอพูดไปยิ้มไปว่า ตอนนี้ลูกชายมีความภาคภูมิใจ ìเขามักพูดเสมอว่าตัวเองเป็นลูกครึ่งî และเรียกร้องต้องการที่จะเรียนภาษาไทย อยู่ในบ้านก็ใช้ภาษาไทยสื่อสารกับเธอเองด้วย จริงๆ แล้ว ค่ายกิจกรรมครั้งนี้ก็ได้ลูกทั้งสองเข้ามาช่วยตลอด

ช่วงที่ชีวิตไม่เป็นอย่างที่ตั้งใจ เธอเคยคิดว่า ìถ้าไม่ได้มาไต้หวัน ชีวิตของฉันคงจะดีกว่านี้î แต่ตอนนี้ครอบครัวเต็มไปด้วยความรักความอบอุ่น ลูกๆ เติบโตขึ้นมาอย่างราบรื่นปลอดภัย เธอยังมีโอกาสได้ทำในสิ่งที่เป็นตัวของตัวเอง ซึ่งคาดไม่ถึงว่าจะมีความสุขมากขนาดนี้ คุณซุนลี่อันกล่าวว่า  ตลอดเส้นทางของชีวิตในไต้หวัน เริ่มจากถูกดูถูกเหยียดหยาม ถูกบังคับให้ยอมรับ จนถึงตอนนี้ได้รับความเคารพนับถือ และยอมรับว่ากลายมาเป็นส่วนหนึ่งของไต้หวันแล้ว เธอพึงพอใจกับทุกอย่างในวันนี้

เธอมักจะทำอาหารไทยในรสชาติแบบดั้งเดิม เธอยิ้มและพูดว่า ครอบครัวชอบให้เธอทำผัดกะเพรา แกงเขียวหวาน และหลังจากกินข้าวเสร็จแล้วก็ต้องกินของหวานอย่างสาคู เธอหัวเราะและพูดต่อว่า ìพวกเขาชอบกินมากî เพราะเธอมีฝีมือที่ดีในการทำอาหาร จนสามีเธอที่เคยมีน้ำหนัก 80 กิโลกรัม อ้วนขึ้นและมีน้ำหนักเกือบ 100 กิโลกรัม เธอพูดว่า ìเมื่อมองย้อนกลับไป ฉันรู้สึกว่าตอนนี้ไม่มีการแบ่งแยกเธอฉัน ตอนนี้ถ้าฉันพูดว่าฉันเป็นคนไทย คนไต้หวันยินดีที่จะยอมรับพวกเรา บางครั้งคนไต้หวันก็มาขอให้ฉันไปสอนพวกเขาทำอาหาร เรียกว่าเปลี่ยนจากหน้ามือเป็นหลังมือเลยทีเดียวî

 

และแล้วเครื่องเทศและครกจากบ้านเกิด

ก็ได้นำมาใช้ประโยชน์ในที่สุด

คุณหลี่อ้ายเจินเป็นอีกหนึ่งสมาชิกของโครงการ ìหัวใจผ่องใสî เธอเป็นชาวอินโดนีเซีย ปัจจุบันอายุ 42 ปี นับถือศาสนาคริสต์นิกายโรมันคาทอลิก ส่วนสามีนับถือลัทธิอนุตตรธรรม (一貫道)  การแต่งงานมาอาศัยอยู่ในไต้หวันเมื่อ 17 ปีที่แล้ว ถือเป็นเรื่องที่ไม่คาดฝัน เพราะในปีนั้นเธอเช่าบ้านอยู่ที่กรุงจาการ์ตา เพื่อนของเธอแนะนำให้รู้จักสามีซึ่งมาเผยแพร่ลัทธิอนุตตรธรรม เขาจะเดินทางมาอินโดนีเซียปีละ 2-3 ครั้ง มีครั้งหนึ่งเขาพาคนในครอบครัวมาที่อินโดนีเซียด้วย ตอนนั้นว่าที่แม่สามีในอนาคตอยากทำความรู้จักกับพ่อแม่ของเธอ ในใจเธอคิดว่ามันยังเร็วเกินไป จึงตัดสินใจยื่นข้อเสนอ 3 เรื่อง โดยหวังว่าเมื่อพวกเขารับทราบแล้วคงจะถอยไปตั้งหลักกันใหม่

ข้อเสนอทั้ง 3 เรื่องประกอบด้วย 1. ไม่เปลี่ยนการนับถือศาสนา  2. ลูกที่จะเกิดมาในอนาคตต้องนับถือศาสนาคริสต์นิกายโรมันคาทอลิกเช่นเดียวกัน และ 3. ว่าที่สามีจะต้องเรียนคำสอนของคาทอลิกเป็นเวลา 3 เดือน และสิ่งสำคัญที่สุดคือ ìแต่งงานแล้วต้องไม่หย่าร้างกัน ถ้าเขายอมรับได้ ฉันก็จะตกลงî ผลสรุปคือฝ่ายตรงข้ามยอมรับเงื่อนไขทั้งหมด และกลับกลายเป็นเธอที่วิตกกังวล นอนหลับก็ไม่สนิท เพราะไม่รู้ว่าจะต้องปฏิเสธอย่างไรดี

เพราะขี่หลังเสือแล้วลงยาก พวกเขาทั้งหมดจึงนั่งเรือเร็วเป็นเวลา 8 ชั่วโมง เดินทางระยะไกล กลับไปยังบ้านเกิดของคุณหลี่อ้ายเจิน ซึ่งอยู่บนเกาะบังกา (Bangka Islands) จังหวัดสุมาตรา ขณะนั้นเธอกำลังทำงานด้านแนะแนวการศึกษาในโรงเรียนมัธยมศึกษา ในใจก็คิดว่า ìทำไมฉันเรียนจบมหาวิทยาลัย มีการงานที่มั่นคง แต่ต้องมาแต่งงานกับคนไต้หวันî ในเวลานั้นอินโดนีเซียอยู่ในช่วงที่กำลังกีดกันคนเชื้อสายจีนอย่างหนัก และแม้จะรู้ว่าคุณแม่ไม่ค่อยอยากจะให้เธอไป แต่คุณพ่อกลับคิดว่านี่เป็นอีกหนึ่งโอกาส และพูดย้ำเป็นร้อยเป็นพันครั้งให้ลูกเขยต้องดูแลเธอเป็นอย่างดี ดังนั้น เธอจึงตัดสินใจแต่งงานและเดินทางมาอาศัยอยู่ที่ไต้หวัน

อินโดนีเซียคือประเทศที่มีเครื่องเทศหลากหลายชนิด อาหารหลายอย่างมีเครื่องเทศเป็นส่วนประกอบ ยิ่งคุณหลี่อ้ายเจินเป็นคนชอบเข้าครัวทำอาหาร ทำให้กระเป๋าเดินทางในการไต้หวันครั้งแรกเต็มไปด้วยเครื่องเทศจำนวนมาก อาทิ ตะไคร้ ขมิ้น และพริกไทย เป็นต้น อีกทั้งยังนำเอาอุปกรณ์สำคัญในครัวอย่างครกหินมาไต้หวันด้วย เพื่อใช้สำหรับบดตำเครื่องเทศ และผสมส่วนประกอบต่างๆ เธอทำอาหารอินโดนีเซียขึ้นเสิร์ฟบนโต๊ะ ปรากฏว่าคนในครอบครัวกลับรับประทานไม่เป็น เพราะอาหารไต้หวันทำง่ายๆ มีเขียง 1 อัน หั่นๆ สับๆ ก็ได้แล้ว จากนั้นเธอจึงเข้ามาสู่ธรรมเนียมปฏิบัติแบบดั้งเดิม ด้วยการทำอาหารตามครอบครัวทั้งห่อเกี๊ยว ทำบ๊ะจ่างเจกับเนื้อแบบชาวฮากกา และทำโมจิ เป็นต้น เธอหัวเราะพร้อมเล่าว่า ìหลังจากนั้นการทำอาหารทุกอย่างของเธอก็เหมือนกับคนไต้หวันทั้งหมดî รสชาติอาหารจากบ้านเกิดจึงถูกปิดผนึกไว้นับตั้งแต่บัดนั้นเป็นต้นมา

แม้ว่าเธอจะมีเชื้อสายจีน แต่พูดได้เพียงภาษาฮากกา พูดภาษาจีนกลางไม่ได้เลย หลังจากมาถึงไต้หวันเธอจึงต้องไปเรียนพิเศษเสริมภาษาจีน เธอหัวเราะและพูดว่า ìได้เรียนจู้อิน ปอ พอ มอ (ㄅㄆㄇ) กับผู้อาวุโสหลายคนî หลายปีที่ผ่านมา ชีวิตประจำวันของเธอนอกจากบ้านตัวเอง ก็มีบ้านแม่สามี ต้องดูแลทั้งเด็กและคนแก่ในบ้าน ตัวเธอเองรู้จักเพียงคนแก่ ทุกวันต้องกวาดบ้านทำงานบ้าน ìฉันอยากทำงาน อยากออกไปดูโลกข้างนอกว่า คนอื่นเขามีวิถีชีวิตกันอย่างไรบ้างî แม้ว่าสามีจะไม่สนับสนุน แต่ก็ไม่ได้ขัดขวาง เธอจึงตัดสินใจขี่มอเตอร์ไซค์ออกไปหางานทำแถวนิคมอุตสาหกรรม จนได้งานที่บริษัท ASE Group แต่โชคก็ไม่ได้เข้าข้างเสมอไป อาจเป็นเพราะต้องทำงานหนักตลอดเวลา หลังทำงานได้ 4 ปี เธอก็มีอาการปวดกระดูกสันหลังซึ่งรุนแรงจนไม่สามารถเดินได้ เธอทำกายภาพบำบัดเป็นเวลา 2 ปี จึงกลับมาเดินได้อีกครั้ง

หลังจากสุขภาพดีขึ้นได้ไม่นาน เธอก็ได้ตอบรับเข้าร่วมโครงการ ìหัวใจผ่องใสî คุณจ้าวเพ่ยอวี้ผู้รับผิดชอบโครงการถามเธอว่า ìอยากเรียนภาษาจีนไหมî ตอนนั้นเธอเริ่มเข้าร่วมโครงการฯ และทำกิจกรรมหลายอย่างที่จัดขึ้น รวมถึงเป็นจิตอาสาในโรงเรียนประถมศึกษาเพื่อสอนภาษาของคู่สมรสต่างชาติ ìฉันสอนพวกเขาพูดภาษาอินโดนีเซีย พวกเขาก็เป็นคุณครูตัวน้อยสอนภาษาจีนให้กับฉันî การได้กลับไปในโรงเรียนทำให้เธอมีความมั่นใจมากขึ้น เธอเริ่มไปสอนภาษาอินโดนีเซียตามที่ต่างๆ และปัจจุบันเป็นอาจารย์สอนภาษาอินโดนีเซียในมหาวิทยาลัยชุมชนเขตจงลี่ ลูกชายของเธอที่ไม่ได้พูดภาษาอินโดนีเซียกับเธอมานาน ก็เริ่มที่จะพูดกับเธอด้วย

เป็นเพราะการร่วมกิจกรรมกับโครงการ ìหัวใจผ่องใสî  เธอจึงมีโอกาสนำเอาความสามารถในการทำอาหารอินโดนีเซียกลับมาใช้งานอีกครั้ง การจัดกิจกรรมแลกเปลี่ยนทำให้เธอได้โชว์ฝีมือการทำอาหาร ครกที่ไม่ได้ใช้งานมานานก็ถูกนำกลับมาปัดฝุ่น คนในครอบครัวก็ค่อยๆ ยอมรับในรสชาติอาหารจากบ้านเกิดของเธอ พวกเขาชอบรับประทานข้าวหมกราดแกงเนื้อ และแกงกะหรี่อินโดที่เธอทำ เธอพูดด้วยความดีใจว่า ìสมัยก่อนทำหนึ่งหม้อกินคนเดียว มันช่างเหงามาก ตอนนี้กลับแปลกไปเพราะทุกคนแย่งกันกิน สามีของฉันพูดว่าตอนนี้ท้องเหมือนกับถังขยะ อะไรก็กินหมดî

ในช่วงฤดูร้อนเธอจะทำขนมหวานให้ครอบครัวรับประทาน ìลอดช่องî (chendol) ถือเป็นขนมหวานที่ขึ้นชื่อของประเทศอินโดนีเซีย ซึ่งวิธีการทำง่ายมาก เธออยู่ไต้หวันก็ทำเช่นกัน เพราะเป็นขนมหวานที่เด็กๆ ส่วนใหญ่ชื่นชอบ  

บทความที่เกี่ยวข้อง

近期文章

越南文 印尼文

Một chén chè, hai hương vị

Bài viết‧Jojo Hsu Ảnh‧Lin Min-hsuan  Biên dịch‧Tố Kim

分別從泰國、印尼遠嫁而來的孫莉安、李愛珍,就像無數在台灣落地生根的東南亞移民,歷經種種生活磨難,她們從飽受歧視的外籍新娘,逐漸找回身分認同,成為台灣的「新住民」。日久他鄉變故鄉,曾經被嫌棄的家鄉味,也逐漸成為家庭餐桌上的佳餚,甚至獲得家人追捧,而大人小孩都愛吃的南洋甜點,更是她們在台灣生活多年後,苦盡甘來的最佳註解。


Như vô số các tân di dân Đông Nam Á sinh sống tại Đài Loan, Sun Li’an và Li Aizhen đến từ Thái Lan và Indonesia cũng trải qua nhiều gian nan trắc trở, họ là cô dâu nước ngoài từng bị kỳ thị, sau đó, dần dần được công nhận thân phận và trở thành “ Tân di dân” của Đài Loan. Sinh sống tại đất nước xa lạ lâu ngày thì nơi đây cũng trở thành quê hương, món ăn quê nhà từng bị chê bai nay cũng đã trở thành món ngon trên bàn ăn của gia đình, thậm chí còn được người nhà ưa thích. Và món chè mang đậm hương vị nam dương là lời diễn giải tốt nhất về sự “ Khổ tận cam lai” của họ sau nhiều năm sinh sống tại Đài Loan.

Gần đến giờ trưa của ngày cuối tuần cuối mùa hè, lớp của trường tiểu học Đồng An – Đào Viên tràn đầy tiếng nói giọng cười, trong lớp có hơn  40 học sinh, thế hệ thứ 2 của tân  di dân. Hôm nay các em tham gia trại hè Thể nghiệmVăn hóa Thái Lan. Sun Li’an, 47 tuổi cùng với một bạn người Thái Lan và các chị em người Đài Loan đang chuẩn bị nguyên liệu nấu chè Bí đỏ bột bán kiểu Thái cho các em. Sun Li’an cười nói, bột bán tức là burburchacha, đây là món chè dễ nấu nhất, “ Trẻ con thích ăn nhất!”

 

Trước kia bị kỳ thị, nay đổi lại chúng tôi dạy họ nấu ăn

Sun Li’an đến từ Thái Lan, 24 tuổi,  tốt nghiệp trường cao đẳng chuyên nghiệp  đến Đài Loan theo diện đoàn tụ gia đình. Cô vốn muốn đến Đài Loan học đại học. “ Tôi còn mang theo 1 cuốn tự điển Anh văn dày cộm!” , cô cho rằng biết nói tiếng Anh thì không gặp trở ngại gì. Không ngờ sự việc diễn ra không như mình mong muốn, không biết 1 câu tiếng Trung nào, cô bắt đầu vừa đi làm, vừa đến lớp bổ túc học tiếng Trung. Còn việc làm sao quen biết anh chồng hiện tại? Cô nói đùa: “ Vì anh ấy bám dai như đỉa!”. Cô cười nói, đó là do bạn bè giới thiệu, quen nhau hơn 1 năm, cô nghĩ “ Kệ đi, anh ấy yêu mình như vậy” cho nên gả cho anh ấy. Hai người có với nhau 1 trai 1 gái.

Cuộc sống hôn nhân rất đầm ấm, nhưng lúc mới đầu không dễ dàng chút nào. Sun Li’an nói,  mẹ chồng hay quở trách cô: “ Con trai là tao sanh, con dâu không phải tao sanh.” Bà còn đề phòng cô ăn cắp tiền mọi lúc mọi nơi, sợ cô bỏ đi, nhưng với cá tính lạc quan, cô nói: “ Tôi không biết người khác đau buồn bao lâu, nhưng tôi buồn 1 ngày, khóc rồi hết! Chỉ hy vọng ngày mai sẽ tốt hơn.” Ở lâu biết rõ lòng người, sự nhẫn nhục của Sun Li’an đã được đáp lại. Cô hồi tưởng, có 1 lần mẹ chồng nằm viện, bà đã đưa sổ gởi tiền cho cô giữ, lúc này cô biết là mẹ chồng đã chấp nhận cô, không đề phòng cô nữa.

Nhưng trong mười mấy năm đầu, Sun Li’an sống tại Đài Loan rất cô đơn, cô ngoan ngoãn nghe lời nhà chồng, không ở nhà chăm sóc gia đình thì đến xưởng làm việc kiếm tiền, cuộc sống của cô chỉ có 2 nơi này, không có cuộc sống riêng tư, cũng rất ít bạn bè. Cho đến 9 năm trước, cô tiếp xúc với hiệp hội Phát triển khu phố Lập Tín khu Trung Lịch, Đào Viên do cô giáo Triệu Bội Ngọc sáng lập, nhằm phục vụ Chị em tân di dân với tên “Hui Zhi Lan Xin”. Sun Li’an bắt đầu tham gia hoạt động, tiếp xúc với mọi người, cô còn đoạt giải nhì trong cuộc thi diễn thuyết tiếng Trung, điều này khiến cô tự tin ! Sun Li’an nói, cô Triệu Bội Ngọc dạy cho cô nhiều điều: “ Cuộc đời của tôi không còn âm thầm hy sinh cho gia đình để rồi đánh mất chính mình!”

Cô nhận ra rằng, chăm sóc gia đình cũng có thể làm những việc mình thích. Vậy là cô bắt đầu theo học các lớp, cô cũng rất thích bộ môn làm đẹp, cô cười nói : “40 tuổi tôi mới đến giai đoạn ngỗ nghịch!” Lúc đó, mặc dù người nhà phản đối cô vẫn đến làm việc tại công ty mỹ phẩm. Cô khen công ty này hết lời : “Công ty sẽ đào tạo người mới, tôi nhận được rất nhiều tiền thưởng, thu nhập nhiều, người nhà bắt đầu có cái nhìn khác với tôi.” Cô Triệu Bội Ngọc ngồi bên cạnh bổ sung: “Sun Li’an từng đoạt được danh hiệu bán hàng giỏi nhất toàn Đài Loan, chỉ riêng khoản bạn bè người Thái Lan  Sun Li’an bán không xuể nữa là!”

Độc lập về kinh tế, quyền dạy con cũng đã có. Sun Li’an nói, trẻ lúc còn nhỏ cảm thấy tiếng mẹ đẻ không quan trọng, nhưng mấy năm gần đây quan niệm này thay đổi rồi. Lý do là vì chính phủ mở rộng chính sách dạy tiếng mẹ đẻ tại các trường học, các trẻ phát hiện biết thêm 1 loại ngôn ngữ tức tăng thêm một ưu thế, con trai lớn học đại học khoa du lịch, càng cảm nhận được tính quan trọng của tiếng mẹ đẻ. Sun Li’an cười nói hiện nay con trai rất cởi mở: “Nó thường nói mình là con lai!”. Bây giờ hai đứa cứ đòi học tiếng Thái Lan, ở nhà cũng tự động nói tiếng Thái với cô. Thực ra, hoạt động trại hè lần này  hai trẻ cũng đến phụ giúp.

Khi cuộc sống không như ý, cô từng nghĩ: “ Có lẽ cuộc sống của mình sẽ tốt hơn khi không đến Đài Loan!” Hiện tại gia đình hạnh phúc, con trẻ bình an khôn lớn, cô còn có cơ hội “ Sống cho mình” , không ngờ lại có thể hạnh phúc như vậy. Sun Li’an cho biết, quá trình sống tại Đài Loan, từ bị kỳ thị, miễn cưỡng tiếp nhận, cho đến nay được tôn trọng và được thừa nhận là một phần tử của Đài Loan, cô cảm thấy vô cùng mãn nguyện.

Ở nhà cô thường nấu những món ăn Thái Lan, cô nói, người nhà thích cô làm món thịt băm basil  (món thịt băm xào rau húng kiểu Thái), cà ri xanh và món chè bột bán để điểm tâm. Cô cười nói: “Mọi người đều thích ăn.” Nhờ tài nấu ăn ngon của cô  nên chồng cô vốn chỉ nặng 80 kg, nay tăng đến 100 kg. Nghĩ lại quá khứ, cô nói: “Hiện nay tôi cảm thấy không còn phân biệt người này người kia nữa, khi tôi nói tôi là người Thái Lan, người Đài Loan rất vui vẻ tiếp nhận tôi, đôi khi họ còn nhờ tôi chỉ cách nấu các món ăn. Điều này khác với trước kia rất nhiều!”.

 

Cuối cùng hương liệu và cối đá của quê hương đã được dùng đến!

Li Aizhen cũng là một thành viên của  “Hui Zhi Lan Xin”, Li Aizhen 42 tuổi , cô đến từ Indonesia, là tín đồ Thiên Chúa giáo, chồng cô theo đạo Nhất Quán, 17 năm trước cô gả sang Đài Loan là chuyện ngoài ý muốn. Năm đó cô mướn nhà ở Jakarta, bạn bè giới thiệu nên cô quen với chồng cô sang đó để tuyên truyền đạo. Một năm anh ta sang Indonesia 2-3 lần, có một lần anh cùng cả nhà sang Indonesia, mẹ chồng tương lai cho biết muốn gặp ba má cô, trong lòng cô nghĩ sao nhanh quá vậy và đưa ra 3 điều kiện, hy vọng họ thấy khó mà rút lui.

Ba điều kiện này là: Thứ nhất, không thay đổi tín ngưỡng, thứ hai, tương lai sanh con, con trẻ có thể tiếp xúc với đạo lý Thiên Chúa giáo, thứ ba là người chồng tương lai đến giáo đường học 3 tháng, điều quan trọng nhất là “Kết hôn thì không được ly hôn, anh ta chấp nhận thì tôi đồng ý.” Kết quả đối phương đều đồng ý những điều kiện này! Giờ thì đến lượt cô lo lắng, ngủ không yên, làm sao từ chối đây?

Đã cưỡi lên lưng cọp thì khó xuống, một đoàn người vượt đường xá xa xôi , ngồi thuyền tốc độ cao 8 tiếng đồng hồ về đảo Bangka ở Sumatra, quê hương Li Aizhen. Lúc đó cô đang làm công tác phụ đạo tại trường trung học, cô nghĩ: “Tại sao mình tốt nghịêp đại học, có việc làm ổn định lại đi kết hôn với người Đài Loan?” Thời điểm đó là  lúc Indoneisa tẩy chay người Hoa vào giai đoạn mãnh liệt nhất, tuy mẹ cô rưng rưng nước mắt không nỡ xa con nhưng người cha cho rằng đây là cơ hội, cứ dặn đi dặn lại, muốn chàng rể chăm sóc tốt con mình và như vậy cô được gả sang Đài Loan.

Indonesia là đất nước có nhiều hương liệu, rất nhiều món ăn dùng đến hương liệu. Li Aizhen rất thích nấu ăn, khi mới đến Đài Loan, hành lý của cô đựng đầy hương liệu: sả, nghệ, tiêu....Cô còn mang cả 1 cái cối đá rất nặng sang Đài Loan để xay, dầm hương liệu, làm nước chấm, chuẩn bị xong 1 bàn toàn món ăn Indonesia, cô không ngờ cả nhà ăn không quen, “Thức ăn của Đài Loan rất đơn giản, chỉ cần tấm thớt, cắt cắt là xong.” Cho nên cô nhập gia tùy tục, theo người nhà làm sủi cảo, bánh ú chay của người Khách Gia, bánh mochi (bánh dày Nhật Bản).... Cô cười nói: “Về sau nấu cơm cứ giống hệt người Đài Loan”, hương vị quê hương tạm thời bị phong kín lại.

Tuy là hoa kiều nhưmg chỉ biết nói tiếng Khách Gia, không biết tiếng Trung, sau khi đến Đài Loan cô đến trường bổ túc học tiếng Trung, cô cười nói: “Cùng rất nhiều bà lão học ㄅㄆㄇ”. Qua nhiều năm, cuộc sống của cô chỉ quanh quẩn trong nhà mình hay nhà mẹ chồng, cô phải chăm sóc cả gia đình người lớn kẻ nhỏ. Cô cười cho biết, cô chỉ quen với người già, mỗi ngày quét dọn làm việc nhà, “Tôi muốn đi làm, muốn xem cuộc sống bên ngoài ra sao.” Tuy chồng không ủng hộ, nhưng cũng không phản đối, cô đã hạ quyết tâm, bèn chạy xe máy đến khu công nghiệp tìm việc, rất thuận lợi, cô tìm được việc làm tại công ty thuộc ASE Group. Tuy nhiên công việc này  không bền, có lẽ vì mệt nhọc tích lũy lâu ngày, sau 4 năm làm việc cô bị tổn thương cột sống nghiêm trọng đến độ không đi đứng được, cô phải tập vật lý trị liệu gần 2 năm mới có thể đi lại.

Sau khi sức khỏe hồi phục không lâu Li Aizhen tiếp xúc với “Hui Zhi Lan Xin”, Triệu Bội Ngọc, người phụ trách hiệp hội hỏi cô: “Có muốn học tiếng Trung không?” Vậy là cô bắt đầu tham gia các hoạt động của hiệp hội, bao gồm các hạng mục : làm tình nguyện viên dạy tiếng mẹ đẻ tại trường tiểu học “ Tôi dạy cho các em tiếng Indonesia, các em thì dạy tôi tiếng Trung.” Trở lại nhà trường khiến cô tự tin hơn, cô bắt đầu đi dạy tiếng mẹ đẻ ở khắp nơi, hiện tại cô dạy tiếng Indonesia tại đại học cộng đồng Trung Lịch, con trai đã lâu không nói tiếng Indonesia cũng bắt đầu nóí chuyện với mẹ bằng tiếng của mẹ mình.

Vì chăm chỉ tham gia các hoạt động của “Hui Zhi Lan Xin”, cô có cơ hội cho mọi người thưởng thức các món ăn Indonesia của cô! Tại các buổi giao lưu, cô trổ tài nấu nướng, cối đá được cất từ lâu nay mang ra sử dụng, người nhà cũng dần dần tiếp nhận hương vị quê hương  cô, lại rất thích món thịt bò hầm Padang , cà ri Indonesia. Cô vui mừng nói: “Trước kia nấu một nồi một mình ăn, rất cô đơn, giờ thì lạ lắm, mọi người giành nhau ăn! Chồng tôi nói bụng anh ấy như cái thùng rác, cái gì cũng ăn!”

Ngày hè cô thường nấu chè cho gia đình thưởng thức, chendol là món chè nổi tiếng của Indonesia, cách làm rất đơn giản. Ở Đài Loan cô cũng làm món chendol, cô cười nói: “Các em nhỏ rất thích món chè này.”  

Semangkuk Berdua

Artikel‧Jojo Hsu Gambar‧Lin Min-hsuan

分別從泰國、印尼遠嫁而來的孫莉安、李愛珍,就像無數在台灣落地生根的東南亞移民,歷經種種生活磨難,她們從飽受歧視的外籍新娘,逐漸找回身分認同,成為台灣的「新住民」。日久他鄉變故鄉,曾經被嫌棄的家鄉味,也逐漸成為家庭餐桌上的佳餚,甚至獲得家人追捧,而大人小孩都愛吃的南洋甜點,更是她們在台灣生活多年後,苦盡甘來的最佳註解。


Seperti kebanyakan imigran baru lainnya yang tinggal dan menetap di Taiwan, Sun Liían dari Thailand dan Li Aizhen dari Indonesia, juga telah melewati berbagai jenis kepahitan hidup. Dari diskriminasi terhadap pengantin asing, hingga perlahan-lahan mendapat persamaan status sebagai bagian dari penduduk Taiwan yaitu, ìImigran baruî. Daerah yang asing, sekarang menjadi kampung halamannya mereka. Rasa masakan yang awalnya dibenci, sekarang menjadi hidangan terbaik, bahkan mendapat pujian keluarganya. Hidangan pencuci mulut Asia Tenggara yang disukai oleh setiap anggota keluarga, sekarang telah menjadi catatan dari perjuangan keras hidup mereka.

 

Di suatu sore akhir pekan penghujung musim panas, salah satu kelas di SD Tong An, Taoyuan dipadati oleh sekitar 40 lebih anak-anak keturunan imigran baru untuk mengikuti kelas bahasa dan budaya Thailand. Sun Li’an yang berusia 47 tahun bersama dengan teman-teman Thailand dan Taiwannya tengah mempersiapkan labu dan puding tapioka ala Thailand yang disukai anak-anak. Sun Li’an mengatakan, puding tapioka sebenarnya adalah burburchacha, sebuah hidangan pencuci mulut yang mudah dibuat, “Anak-anak pasti suka!”

 

Dahulu didiskriminasi, sekarang kami yang mengajar anda memasak

Dengan latar belakang lulusan Sekolah Kejuruan, Sun Li’an yang berasal dari Thailand, datang ke Taiwan dan tinggal bersama saudaranya saat berusia 24 tahun. Awalnya dia ingin melanjutkan studi di Taiwan. “Saya masih bawa kamus Bahasa Inggris yang tebal!”, berpikir bahasa Inggris dapat memperbaiki keadaan, ternyata jauh dari yang dibayangkan. Sun yang tidak mengerti bahasa Mandarin satu katapun mulai sambil bekerja sambil belajar di sekolah bahasa. Ketika ditanya bagaimana mengenal suami yang dinikahi ini? Sambil berguyon dia mengatakan, “Karena dia adalah penguntit!”. Sambil tersenyum dia mengatakan, mereka dikenalkan oleh teman dan setelah 1 tahun, dia berpikir, “Ya sudah, toh dia begitu cinta padaku”, oleh karena itu ia bersedia menikah dengannya,  sekarang mereka sudah memiliki sepasang anak laki-laki dan perempuan.

Kehidupan berkeluarga yang indah ini, pada awalnya sulit dilalui. Sun Li’an mengatakan, ibu mertuanya selalu menyalahkannya, mertuanya sering berkata, “Aku hanya melahirkan anakku, tidak termasuk  menantu”, sang mertua juga sering berprasangka kalau Sun mencuri uang atau kabur dari rumah. Namun dengan optimis dia berkata, “Aku tidak tahu orang lain dapat terluka berapa lama, namun ketika saya sakit hati, dengan menangis semuanya langsung lepas! Aku hanya berharap hari esok dapat lebih baik”, seiring berjalannya waktu, kesabaran Sun pasti akan mendapat imbalan. Dia teringat ketika ibu mertuanya sakit dan harus tinggal di rumah sakit, waktu itu dia menitipkan buku tabungan dan meminta tolong pada Sun agar disimpan baik-baik. Pada saat itulah ia menyadari bahwa ibu mertunya telah menerima Sun.

Namun pada 1 dekade pertama di Taiwan, Sun seperti terisolasi, ia menuruti kata-kata keluarganya, jika bukan di rumah mengurus keluarga, pasti ada di pabrik bekerja sambilan. Hidupnya hanya di dua tempat ini tanpa ada ruang pribadi dan hanya mempunyai beberapa teman saja. Hingga pada 9 tahun lalu dia mulai kenal dengan Zhao Pei-yu, seorang guru Asosiasi Pengembangan kawasan Lixin Zhongli, Taoyuan, yang melayani perkumpulan wanita imigran baru bernama “Hui Zhi Lan Xin”. Sun  mulai ikut dalam kegiatan dan mulai berinteraksi dengan orang-orang bahkan berhasil meraih juara 2 pidato bahasa Mandarin, membuat Sun semakin percaya diri. Dia mengatakan, Zhao mengajarkannya banyak hal, “Hidup ku  tidak boleh hanya  di rumah saja dan lupa akan jati diri.”

Sun menyadari, saat menjaga keluarganya ia masih bisa melakukan hal yang disukai, ia pun mulai mengikuti berbagai kelas. Ia yang sangat tertarik dengan kosmetik mengatakan, “Titik balik hidupnya dimulai pada usia 40 tahun!” Tanpa memikirkan pandangan keluarganya, dia mulai bekerja di perushaan kosmetik dengan sepenuh hati. “Kantor akan mendidik orang baru, saya mendapat banyak penghargaan dan pendapatan yang lumayan, pada saat itulah keluarga saya baru mulai memandang saya”, tutur Sun. Ia menambahkan, “Saya pernah meraih penjualan terbaik nomor 1 se-Taiwan, bisnis dengan  teman-teman Thailand saja sudah membuatku sangat sibuk.”

Setelah mempunyai kemampuan ekonomi, Sun pun berhak untuk memberi pendapat atas pendidikan anak-anaknya. Sun mengatakan, bahasa ibu saat kecil tidak penting bagi mereka. Namun sikapnya berubah beberapa tahun belakangan ini. Karena pemerintah mulai mempromosikan bahasa ibu di sekolah-sekolah, dan  anak-anak mulai menyadari,  bahwa menguasai  sebuah bahasa asing  adalah   suatu kelebihan. Putranya yang paling besar, kuliah  di jurusan pariwisata, dimana bahasa ibu sangat penting. Sambil tertawa, Sun mengatakan anaknya sekarang sangat terbuka, “Putraku sekarang berani mengatakan kalau dia blasteran!” dan kedua anaknya sekarang semangat ingin belajar bahasa Thailand,  bahkan berinisiatif untuk menggunakan bahasa Thailand dengan Sun.  Dan pada kelas bimbingan di SD ini, kedua anak Sun juga hadir.

Ketika hidup ini mengecewakan, dia pernah berpikir, “Tidak datang ke Taiwan, mungkin hidupnya akan lebih baik!” Sekarang keluarga Sun lebih bahagia, anak-anak pun telah menjadi telah menjadi dewasa, Sun juga masih berkesempatan melakukan hal yang disukai, ia tak menyangka bisa merasakan kebahagiaan seperti ini . Sun mengatakan, perjalanannya sampai hari ini, mulai dari diskriminasi, terpaksa menerima, hingga  dihormati dan dapat mengaku bahwa dirinya telah menjadi  bagian dari Taiwan, semua  hal ini membuatnya merasa sangat puas.

Di rumah, Sun memasak  masakan Thailand. Sambil tersenyum dia mengatakan keluarganya sangat suka Pad ka-prao, kari hijau dan hidangan penutup, puding tapioka. Dengan tertawa dia mengatakan, “Mereka sangat suka”. Karena kemahiran masaknya, berat badan suaminya yang pada awalnya hanya 80 kg, sekarang menjadi 100 kg. Jika kembali melihat masa lalu, Sun mengatakan, “Saya rasa sekarang sudah tidak ada perbedaan antara kita. Saat saya katakan saya adalah orang Thailand, orang Taiwan bersedia menerima kami, malah terkadang diminta untuk mengajarkan mereka cara memasak. Ini sangat jauh berbeda dengan masa lalu!”

 

Rempah dan Cobek menjadi pemeran utama

Seorang wanita berusia 42 tahun asal Indonesia, Li Aizhen, juga adalah salah satu anggota Hui Zhi Lan Xin. Dengan latar belakang agama Katolik dan suaminya menganut kepercayaan Yiguandao, 17 tahun lalu mereka menikah dan datang ke Taiwan. Sebagai seorang  penyewa kamar di Jakarta, melalui temannya, Li dikenalkan pada suaminya yang saat itu adalah seorang penyebar agama. Suaminya datang ke Indonesia 2-3 kali dalam satu tahun. Pada suatu hari, dia membawa keluarganya datang ke Indonesia dan calon ibu mertunya sangat ingin mengenal kedua orang tua Li. Saat itu Li merasa terlalu cepat, sehingga mengajukan 3 permintaan agar merasa dipersulit dan  menyerah.

Ketiga persyaratan itu adalah, pertama tidak pindah agama. Kedua, anaknya nanti dapat memperoleh pendidikan agama  Katolik. Ketiga, sebagai seorang calon suami, diharap ikut bimbingan di Gereja selama 3 bulan. Yang terpenting adalah, “Setelah menikah tidak boleh cerai, kalau pihak pria dapat menerima persyaratan ini dia baru bersedia”. Ternyata pihak laki-laki menerima semua persyaratan tersebut, giliran Li yang menjadi sangat khawatir, tidur tidak tenang dan berpikir bagaimana menolaknya?

Karena tawaran telah dibuat dan pihak pria sudah menerima sehingga tidak mungkin mundur, mereka bersama-sama naik perahu menempuh perjalanan selama 8 jam ke kampung halaman Li Aizhen di pulau Bangka. Saat itu Li adalah seorang guru pembimbing di sebuah SMP. Dia berpikir, “Saya adalah lulusan S1 dan punya  pekerjaan tetap, mengapa harus menikah  ke Taiwan?” Pada saat itu kerusuhan Mei 1998 masih sangat kental terasa. Meski air mata ibunya  memperlihatkan  tidak rela, namun ayah Li menganggap ini sebagai sebuah kesempatan dan meminta ibu mertua untuk menjaga Li baik-baik. Begitulah kisahnya sampai hari ini ia berada di Taiwan.

Indonesia adalah negara kaya akan rempah-rempah, banyak masakan yang menggunakan rempah-rempah. Li Aizhen sangat suka memasak, saat berangkat ke Taiwan, tasnya penuh dengan rempah-rempah seperti serai, kunyit, lada dan lainya. Dia masih membawa cobek yang berat ke Taiwan untuk menumbuk rempah atau bumbu-bumbu lainnya. Masakan Indonesia yang Li siapkan, ternyata kurang diminati keluarga. “Masakan Taiwan sangat mudah. Sebuah talenan, dicincang, sudah jadi”, tuturnya. Oleh karenanya, Li ikut membaur, bersama keluarga membungkus pangsit, membuat bakcang vegetarian Hakka, moci dan lainnya. Dengan tertawa dia mengatakan, “Akhirnya masakannya sama seperti orang Taiwan”. Aroma kampung halaman dilupakan untuk sementara.

Meskipun dia adalah keturunan Tionghua, namun hanya dapat berbicara bahasa Hakka, tidak dapat berbicara bahasa Mandarin. Datang ke Taiwan baru belajar di sekolah bahasa. Sambil tersenyum dia mengatakan, “Belajar Bo Po Mo bersama  ibu-ibu lainnya.” Setelah bertahun-tahun, selain kehidupan di rumah sendiri,  ia juga membantu di rumah mertuanya, ia harus menjaga dari yang tua hingga muda. Dengan tersenyum dia berkata, hanya kenal orang tua saja, setiap hari ia menyapu dan mengerjakan pekerjaan rumah tangga. “Saya ingin bekerja, ingin melihat kehidupan di luar sana seperti apa”, tutur Li. Meski suaminya tidak mendukung, namun juga tidak melarang. Li telah bertekad naik motor ke daerah industri untuk mencari pekerjaan, dan akhirnya mendapat pekerjaan di pabrik ASE. Namun hal manis bukan datang setiap hari. Mungkin karena letih selama beberapa waktu, setelah bekerja 4 tahun, punggungnya cidera hingga tidak dapat berjalan. Dengan rehabilitasi hampir 2 tahun, baru dapat kembali berjalan dengan normal.

Setelah sembuh, dia mulai kenal dengan Asosiasi Hui Zhi Lan Xin. Penanggung jawabnya, Zhao Peiyu bertanya, “Ingin belajar Mandarin?” sejak saat itu Li ikut dalam berbagai kegiatan asosisasi, termasuk menjadi sukarelawan mengajar bahasa ibu di SD. “Saya ajari mereka bahasa Indonesia, mereka menjadi guru bahasa Mandarin saya”, tutur Li. Kembali ke sekolah membuat kepercayaan dirinya bangkit kembali. Li mulai mengajarkan bahasa ibu dimana-mana, dan saat ini di Community College Zhongli ia mengajar bahasa Indonesia. Anaknya yang sudah lama tidak berbicara bahasa Indonesia, sekarang ikut menggunakan bahasa Indonesia untuk  berbicara dengan Li.

Karena ikut kegiatan asosiasi Hui Zhi Lan Xin, makanan Indonesia yang jadi keahliannya juga mendapat kesempatan untuk tampil! Dalam kegiatan pertukaran, Li  menunjukkan seni memasak. Cobek yang lama tersimpan, mulai  dipergunakan keahliannya. Keluarganya juga perlahan-lahan menerima aroma kampung halaman Li. Mereka sangat suka nasi daging rendang, kari dan lainnya. Dengan bahagia dia mengatakan, “Dulu 1 panci makan sendirian, saya sangat kesepian. Sekarang sangat aneh, semua orang berebutan! Suami saya bilang perutnya seperti tong sampah, apa saja dimakan.”

Sajian pencuci mulut yang sangat disukai keluarga saat musim panas, Cendol adalah makanan yang sangat terkenal di Indonesia, sangat mudah untuk membuatnya. Di Taiwan dia juga bisa buat cendol. Sambil tertawa dia mengatakan, “Anak-anak sangat suka makan ini!”  

X 使用【台灣光華雜誌】APP!
更快速更方便!